ก่อนเลือกบัญชีเทรดทอง ให้เทียบเงินที่จ่ายตลอดการเปิดและปิดออเดอร์ ชื่อ Standard หรือ Raw ช่วยบอกรูปแบบบัญชีได้บางส่วน แต่ต้องอ่านเงื่อนไขของบัญชีนั้นประกอบเสมอ
เริ่มจากต้นทุนสองส่วน
สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคา Bid กับ Ask ส่วนคอมมิชชันเป็นค่าบริการอีกส่วนที่อาจคิดตอนเปิด ตอนปิด หรือทั้งสองขา จึงไม่ควรนำตัวเลข “ต่อขา” ไปเทียบกับ “เปิด–ปิดครบ” โดยตรง ดูคำอธิบายจาก MetaTrader 5
บัญชีที่ไม่มีคอมมิชชันยังมีสเปรดได้ ตัวอย่างเช่น Exness Standard ระบุเงื่อนไขทั้งสองอย่างแยกกัน ส่วนชื่อ Raw ไม่ใช่คำรับประกันว่าต้นทุนรวมจะต่ำกว่าในทุกสถานการณ์
เทียบด้วยเงื่อนไขเดียวกัน
- สินทรัพย์และขนาดสัญญา: ตรวจ symbol ทอง, contract size, หน่วยราคา และสกุลเงินที่ใช้คิดต้นทุน อย่าใช้เพียงคำว่า XAUUSD เป็นหลักฐานว่าทุกบัญชีเหมือนกัน
- ขนาดออเดอร์: เทียบด้วยจำนวนออนซ์เท่ากัน โดยคูณจำนวนล็อตกับ contract size หากขนาดสัญญาต่างกัน ล็อตที่ใช้ต้องต่างกันด้วย แล้วตรวจล็อตขั้นต่ำกับช่วงเพิ่มล็อตของแต่ละบัญชี
- เวลา: ดูสเปรดในช่วงที่คุณใช้เทรด พร้อมวันที่และเขตเวลา สเปรดเริ่มต้นที่ประกาศไม่ใช่ค่าเฉลี่ยตลอดวัน
- คอมมิชชัน: แปลงให้เป็นต้นทุนเปิด–ปิดครบสำหรับขนาดออเดอร์เดียวกัน
- การถือข้ามคืน: ถ้ามี ให้เพิ่มค่าสว็อปและค่าบริการอื่นตามเงื่อนไขจริง
อ่านต้นทุนรวมอย่างไร
ต้นทุนเปรียบเทียบโดยประมาณ = ค่าสเปรดตามสมมติฐาน + คอมมิชชันเปิด–ปิด + ค่าใช้จ่ายในการถือข้ามคืน
ระบุสมมติฐานของแต่ละส่วนให้ครบ หากสว็อปเป็นเครดิตให้แยกแสดงเป็นเงินรับ การประมาณนี้ไม่ได้ทำนายราคาที่ส่งคำสั่งได้จริง และอย่านำค่าสเปรดไปหักซ้ำจากกำไรขาดทุนที่คำนวณด้วยราคาซื้อขายจริงแล้ว
ให้รูปแบบการเทรดช่วยจัดลำดับสิ่งที่ต้องเช็ก
- เปิด–ปิดบ่อย: เริ่มจากสเปรดในเวลาที่เทรดและคอมครบวงรอบ
- ถือหลายคืน: ดูสว็อปทั้งฝั่ง Buy และ Sell รวมถึงเงื่อนไข swap-free หากมี
- ยังไม่แน่ใจว่าจะเทรดแบบไหน: อ่าน specification และทดลองใช้งานก่อนสรุปประเภทบัญชี